แชร์

 ‘เพราะการดูแลใจของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญแต่การดูแลใจของสมาชิกในครอบครัวก็ห้ามละเลย

เรื่องสุขภาพจิตคือเรื่องใหญ่ที่คอยประคับประคองให้คุณและครอบครัวผ่านพ้นวิกฤต การดูแลใจให้แข็งแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจละเลย วันนี้เรามีบทสัมภาษณ์จาก พญ. พรรณพิมลวิปุลากร อธิบดี กรมสุขภาพจิต ที่จะมาแนะนำการประคองใจตัวเองและดูแลสุขภาพใจของครอบครัวให้แข็งแรง

1. ความหนักหน่วงจากเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสุขภาพจิตใจของคนไทยอย่างไรบ้าง

เหตุการณ์หลักในบ้านเราที่มีผลต่อสุขภาพจิตคนไทย หลัก ๆ ก็เป็นเรื่องการระบาดโควิด -19  และยังมีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ อีกหลายเรื่อง ทั้งเหตุการณ์รุนแรงที่โคราช การปล้นร้านทอง ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึกของคนไทย จากหลักทางจิตวิทยาเป็นที่รู้ว่า เหตุการณ์อะไรที่เราไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ค่อยมั่นใจ หรือมีแนวโน้มว่าจะไม่แน่นอน บวกกับข้อมูลข่าวสารที่ค่อนข้างมาก สิ่งที่ตามมาคือความตึงเครียดทางด้านอารมณ์ ถ้าเป็นความตึงเครียดในช่วงแรก ๆ คุณอาจจะรับมือได้ แต่ในระยะยาวหากเราจัดการได้ไม่ดี ความรู้สึกเครียดนี้จะถูกแปลงเป็นอารมณ์ต่าง ๆ ซึ่งแล้วแต่ตัวบุคคล

เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น หมออยากให้ยึดว่า “อยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอยู่กับปัจจุบันคือการรับมือที่ดีที่สุด” เมื่อใจอยู่กับสิ่งที่เรากำลังจะทำ ใจเราจะนิ่งขึ้นและผ่อนคลายลง ซึ่งทุกคนจะมีศักยภาพสูงมากในเวลาที่ใจผ่อนคลาย เมื่อใจผ่อนคลายเราจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ค่อนข้างดี

2. แล้วในมุมของครอบครัว ท่านอธิบดีมีคำแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นกำลังหลักของครอบครัว ดูแลใจของสมาชิกในครอบครัวอย่างไร

คุณพ่อคุณแม่ต้องบริหารจัดการให้ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเอง คือสมาชิกทุกวัยต้องการพื้นที่ที่เขารู้สึกว่าเป็นพื้นที่ของเขาเอง เมื่อเขาได้อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว เขาก็จะผ่อนคลาย เมื่อสมาชิกต่างเจนเนอเรชั่นออกมาเจอกัน ก็จะออกมาเจอกันด้วยความผ่อนคลาย แต่หากในครอบครัวไม่มีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองแบบนี้ เวลามาเจอกันก็จะมีเรื่องทางอารมณ์ต่อกัน

ส่วนการมีปฎิสัมพันธ์ร่วมกัน ก็เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องทำให้พวกเขามาทำกิจกรรมร่วมกัน สำหรับคนไทยหมอค่อนข้างมั่นใจว่าคือเวลาของการรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ซึ่งจากการสำรวจมาโดยตลอด การรับประทานอาหารร่วมกันคือการใช้เวลาร่วมกันที่ดีที่สุด ดังนั้นให้คิดไว้เสมอว่า เวลารับประทานอาหารคือเวลาที่ต้องการบรรยากาศสบาย ๆ อย่าทำให้ตอนกินข้าวเป็นเวลาไม่สนุก เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงมีหน้าที่รักษาบรรยากาศ เวลาทุกคนกินข้าวอิ่ม กินอย่างมีความสุข แค่นี้ก็ทำให้ทุกคนแฮปปี้แล้ว

3. แล้วถ้าเป็นคุณพ่อคุณแม่เริ่มรู้สึกว่าใจของตัวเองไม่ไหว จะเริ่มประคับประคองและดูแลสุขภาพจิตใจของตัวเองอย่างไร

เราทุกคนต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “ชีวิตของเรา” เพราะชีวิตของเราเป็นตัวหล่อเลี้ยงให้คนทุกคนทำหน้าที่และเข้มแข็งที่สุด ดังนั้นเวลาส่วนตัวของคุณพ่อคุณแม่คือสิ่งที่ยังคงต้องมี ทุกคนต้องการช่วงเวลาของตัวเอง เป็นเวลาที่เราจะได้อยู่กับใจของตัวเอง มันคือเวลาพักทางใจ เพราะการมีเวลาให้ตัวเอง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุขขึ้น

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องผสมผสานกันไปเสมอ คือ “เวลาครอบครัว” เป็นเวลากิจกรรม เป็นเวลาผ่อนคลายของทุกคน รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ด้วย โดยให้เวลาครอบครัวผสมผสานกับเวลาส่วนตัวของเรา เหมือนการเติมพลังให้ตัวเอง ซึ่งถ้าทำอย่างนี้อยู่เสมอ เราจะรับมือกับเรื่องต่าง ๆ ได้ เรียกว่าแบตเตอร์รี่พลังชีวิตเต็ม แต่ลูกโป่งอารมณ์ไม่ตึง เมื่อความตึงเครียดคลายตัวลง มันก็จะเดินหน้าแก้ปัญหาใช้ชีวิตต่อไปได้

4. ในมุมของลูก ๆ และผู้สูงวัย สามารถเติมกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง

ในความสัมพันธ์ของครอบครัวจะมีมุมของการให้และการรับอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าทุกคนมองว่าอยากให้อะไรกับคนที่อยู่ด้วยในครอบครัวอยู่เสมอหมอคิดว่าก็เป็นการให้กำลังใจกันและกันได้ดีที่สุด

แค่ลูก ๆ เข้ามากอด คุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ชื่นใจแล้ว ส่วนกลุ่มผู้สูงวัยเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เพราะว่าผู้สูงวัยชีวิตท่านเปลี่ยนเยอะ แล้วผู้สูงวัยจะมีความคาดหวังให้ลูก ๆ หลาน ๆ ที่อยากให้ทุกคนเข้าใจท่าน แต่ถ้าผู้สูงวัยลดกำแพงแห่งความคาดหวังลง ลองเปลี่ยนมุมมองบ้าง ผู้สูงวัยก็เป็นคนที่ให้กำลังใจได้ดีเหมือนกัน ดังนั้นสำหรับหมอ ถ้าทุกคนตั้งหลักด้วยการให้ ทุกคนจะได้กลับมาเสมอ แล้วทุกอย่างมันก็จะค่อย ๆ ผสมกลมกลืนกัน เป็นกำลังใจกันและกัน

5. แล้วถ้าสุขภาพใจของสมาชิกในครอบครัวป่วยในฐานะพ่อแม่ต้องรับมืออย่างไร

มีหลักสำคัญ 2 ข้อคือ หนึ่ง เราต้อง “ใส่ใจกัน” เวลาใจของเราเปลี่ยน บางครั้งตัวเราเองก็ตามไม่ทัน แต่คนในครอบครัวจะสัมผัสได้ ดังนั้นเมื่อสุขภาพจิตใจเปลี่ยน ความใส่ใจที่มีต่อกันจะเป็นเครื่องมือตั้งต้นในการรับมือปัญหาที่ดี โดยเฉพาะความใส่ใจและความใกล้ชิดจะทำให้เราจับความรู้สึกของสมาชิกในครอบครัวได้ง่าย เพราะเดิมเรารู้ว่าเขาเป็นยังไง เวลาใจเขาเปลี่ยน เราจะรู้สึกได้ว่าเขาไม่เหมือนเดิม

พอเราใส่ใจได้แล้ว หลักข้อที่สองคือ “ให้ความสำคัญ” คือบางทีเราก็มีเรื่องมากมายจนวางเรื่องนี้ลง เวลาผ่านไปเราก็จะไม่รู้ว่าเรื่องมันหนักหนาขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ดังนั้นถ้าเรารู้สึกว่าใจของสมาชิกในครอบครัวเปลี่ยน เราต้องเข้าหาเขาทันที เพื่อให้เขารู้สึกว่ายังมีเราพร้อมจะอยู่เคียงข้างกัน พร้อมรับความตึงเครียดไปพร้อมกัน เพราะไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร ถ้ามีใครสักคนมารับฟังหรือมาอยู่ข้าง ๆ กัน ปัญหานั้นก็จะเบาลงครึ่งนึง

6. ในช่วงที่มีวิกฤตต่างๆมักมีเรื่องถกเถียงกันและมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในครอบครัวท่านอธิบดีมีคำแนะนำคุณพ่อคุณแม่ในการปรับตัวหรือรับมือในประเด็นนี้อย่างไร

ความเห็นต่างเป็นธรรมชาติปกติของเรา ดังนั้นพอเราเข้าใจตรงนี้ มันทำให้เราลดความคาดหวังลง ใจเราจะฟังได้มากขึ้น แต่สาเหตุที่เราขัดแย้งกันมาก เพราะเราฟังด้วยใจไม่ได้ บางครั้งเราใช้เหตุผลเยอะ เลยอยากให้วางเหตุผลลงก่อน แล้วลองหันกลับมาใช้ใจฟังกัน แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่คุยกัน แค่เราใช้ใจเยอะขึ้น

จากประสบการณ์ของหมอ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่หยุด โอกาสที่ลูกจะหยุดยากมากถึงมากที่สุด เพราะมันเป็นธรรมชาติของวัยที่ลูกจะพุ่งไปข้างหน้า ดังนั้นหมอจะแนะนำคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า เวลาลูกพุ่งไปข้างหน้า อย่าไปตัดขวางเขา แต่ให้มองว่าคุณกำลังให้ประสบการณ์ชีวิตที่ดีด้วยการให้เขามีความคิด ได้ถกเถียง เพราะว่าท้ายที่สุดเขาจะค่อย ๆ ตกผลึกเองว่าสิ่งที่คิดและการใช้ชีวิตมันต้องมีการผสมผสาน ไม่ได้พุ่งไปอย่างเดียว แต่ต้องหยุดฟัง ซึ่งลูกจะได้ประสบการณ์ตรงนี้ไหมขึ้นอยู่กับครอบครัวด้วย

7. แต่ถ้าเริ่มมีการถกเถียงกันรุนแรงมากขึ้นควรทำอย่างไร

หมอขออย่างเดียว อย่าตัดความสัมพันธ์ อย่าให้เหตุการณ์ไปถึงจุดนั้น อย่าถึงขั้นพูดจาตัดรอน ขับไล่ไสส่ง หรือผลักดันเขา เพราะยังไงบ้านควรจะเป็นที่ที่ทุกคนกลับมาได้เสมอ

แต่แนะนำให้คุยกัน ปรึกษาหารือกัน คอยห้ามกัน แต่อย่าไปพูดจาตัดรอนกัน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ให้หยุดพักก่อน ปิดเวทีพูดคุยกันก่อน แยกย้ายต่างคนต่างเข้ามุมของตัวเอง หมอจะบอกว่าเด็ก ๆ จะรู้สึกมากกับคำพูดทำนองนี้ของคุณพ่อคุณแม่ เด็กบางคนเก็บคำพูดนี้ไว้ในใจยาวนานมาก ซึ่งมีผลต่อชีวิตของเขา ดังนั้นไม่ว่าลูกจะเป็นยังไง คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ตัดรอนตัดความสัมพันธ์ เพราะในที่สุดเขาจะต้องไปมีชีวิตในแบบที่เขาเลือกและตัดสินใจอยู่ดี

8. หัวใจสำคัญของการสร้างบ้านที่ทุกคนในครอบครัวรวมถึงตัวพ่อแม่เองมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงคืออะไร

หมอแนะนำให้ยึดหลัก 3 ข้อสำหรับชีวิตครอบครัว คือ

  1. ดูแลใจตัวเอง อันนี้คือหลักสำคัญที่อยากให้ใส่ใจกันมาก ๆ ซึ่งวิธีดูแลใจตัวเองก็แค่เลือกทำในสิ่งที่เรารู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข 
  2. รักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นผ่านกิจกรรมที่มีร่วมกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือการมีเวลาครอบครัวร่วกัน ให้เวลาเป็นตัวเดินเรื่องของความสัมพันธ์ ซึ่งความสัมพันธ์นี้เองก็คือตัวกลางที่นำไปสู่หลักข้อที่ 3
  3. เมื่อเกิดวิกฤตหรือเกิดปัญหาเข้ามากระทบครอบครัว “ความสำคัญของความสัมพันธ์ในครอบครัว” คือสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งหลักข้อนี้เหมือนกลับไปดูข้อ 1 กับ 2 แล้วจะผ่านข้อ 3 ไปได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น ไม่ว่าครอบครัวจะมีวิกฤตหรือเหตุการณ์ใดเข้ามากระทบ การประคับประคองจิตใจของตัวเอง รวมทั้งสมาชิกในครอบครัว กุญแจสำคัญจึงอยู่ที่ “ความสัมพันธ์” ซึ่งคุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่ทำให้สมาชิกมาทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งการรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน คือการใช้เวลาร่วมกันที่ดีที่สุด เพียงแค่สร้างบรรยากาศอบอุ่นและสนุกผ่านมื้ออาหารบนโต๊ะ ก็ช่วยสร้างสายใยแห่งความสัมพันธ์ให้เหนียวแน่นได้แล้ว เพราะสุดท้าย ครอบครัวที่มีสายใยแห่งความสัมพันธ์เหนียวแน่น จะช่วยประคับประคองใจให้แข็งแรงได้เสมอ

แชร์